ข้อสอบ ESAT คืออะไร? ทำไมอยากเรียนวิศวะ Top U ของโลกต้องรู้! ฉบับอัปเดตปี 2026
ESAT เรียกได้ว่าเป็นอีกข้อสอบน้องใหม่ที่เพิ่งเริ่มใช้ในปีที่ผ่านมา แต่กลายเป็นอีกข้อสอบสำคัญสำหรับคนที่จะไปเรียนต่อสายวิศวะ-วิทยาศาสตร์ Top U ต่างประเทศ ต้องทำความรู้จัก
ESAT คืออะไร?
ESAT (Engineering and Science Admissions Test) หรือ Engineering and Science Admissions Test เป็นข้อสอบคัดเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีในสาขา Engineering และ Science โดยมีการนำมาใช้ในกระบวนการคัดเลือกของมหาวิทยาลัยชั้นนำในสหราชอาณาจักร เช่น University of Cambridge และ Imperial College London รวมถึงมหาวิทยาลัยอื่น ๆ
ESAT เริ่มนำมาใช้กับกระบวนการรับสมัครตั้งแต่ ปีการศึกษา 2025 โดยเกิดจากความร่วมมือในการพัฒนาระบบ Admissions Test สำหรับหลักสูตรด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และสาขาที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยให้มหาวิทยาลัยประเมินทักษะและความรู้ของผู้สมัครได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น
สำหรับน้อง ๆ ที่กำลังวางแผนสมัคร Top University ใน UK และสนใจเรียนต่อด้าน Engineering หรือ Science จึงควรทำความรู้จัก ESAT ไว้ เพื่อเพิ่มโอกาสในการก้าวสู่มหาวิทยาลัยในฝัน
ESAT มาจากไหน? ทำไมถึงมีข้อสอบนี้ขึ้นมา?
สำหรับน้อง ๆ ที่เพิ่งเริ่มเตรียมตัว อาจเห็นว่าชื่อ ESAT เป็นข้อสอบใหม่ และสงสัยว่า “แล้วข้อสอบนี้เพิ่งถูกสร้างขึ้นมาเลยหรือเปล่า?” จริง ๆ แล้ว ESAT มีที่มาจากข้อสอบ Admissions Test รุ่นก่อนหน้าที่ใช้สำหรับคัดเลือกนักเรียนเข้าสู่สาย Engineering และ Science
ก่อนที่จะมี ESAT มีข้อสอบสำคัญอยู่ 2 ตัว ได้แก่
ENGAA – Engineering Admissions Assessment เป็นข้อสอบที่ใช้สำหรับการคัดเลือกผู้สมัครในสาย Engineering โดยเน้น Mathematics และ Physics รวมถึงการคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหา
NSAA – Natural Sciences Admissions Assessment เป็นข้อสอบสำหรับผู้สมัครสาย Natural Sciences ซึ่งครอบคลุม Mathematics และวิทยาศาสตร์ เช่น Physics, Chemistry และ Biology
ต่อมา ระบบ Admissions Test ได้มีการปรับรูปแบบใหม่ และ ESAT ถูกนำมาใช้เป็นข้อสอบรุ่นใหม่ที่สืบต่อจาก ENGAA และ NSAA
ดังนั้น ถ้าน้อง ๆ กำลังสงสัยว่า “ESAT มีข้อสอบเก่าให้ฝึกน้อยมาก แล้วจะเริ่มฝึกจากตรงไหนดี?” คำตอบคือ… อย่าเพิ่งทิ้งข้อสอบ ENGAA และ NSAA แม้ข้อสอบเหล่านี้จะไม่ใช่ ESAT format ปัจจุบันแบบตรง ๆ แต่ โจทย์จาก ENGAA และ NSAA ยังคงมีประโยชน์มากสำหรับการฝึกทักษะที่ ESAT ต้องการ โดยเฉพาะการฝึก
- Mathematical problem solving
- Application of scientific concepts
- Logical thinking
- Multi-step problem solving
- การอ่านโจทย์และเลือกวิธีแก้ที่เหมาะสม
- การทำโจทย์ภายใต้เวลาจำกัด
ดังนั้น ในช่วงที่คลังข้อสอบ ESAT รุ่นปัจจุบันยังมีจำนวนไม่มาก น้อง ๆ สามารถใช้ข้อสอบรุ่นก่อนหน้าเป็นหนึ่งในแหล่งฝึกเพิ่มเติมได้
สาขาวิชาไหนบ้างที่ต้องสอบ ESAT?
คำตอบคือ น้อง ๆ ที่ต้องการสมัครเรียนต่อระดับปริญญาตรีในสาขาที่เกี่ยวข้องกับ
1. Engineering
2. Natural Sciences
3. Physics
4. Chemical Engineering
5. Veterinary Medicine
และหลักสูตรด้าน Science อื่น ๆ ที่กำหนดให้ใช้ ESAT
ตัวอย่างเช่น University of Cambridge กำหนดให้ผู้สมัครบางหลักสูตร เช่น Engineering, Natural Sciences, Chemical Engineering and Biotechnology และ Veterinary Medicine สอบ ESAT เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสมัคร
มหาวิทยาลัยที่กำหนดใช้ข้อสอบ ESAT
ปัจจุบัน ESAT ถูกนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการคัดเลือกของมหาวิทยาลัยชั้นนำในสหราชอาณาจักร ได้แก่
1. University of Cambridge
2. Imperial College London
3. University of Oxford
4. University College London (UCL)
5. Durham University
6. University of Warwick
7. London School of Economics (LSE)
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคณะหรือทุกหลักสูตรของมหาวิทยาลัยเหล่านี้ที่ใช้ ESAT แนะนำให้น้องๆ ทำการตรวจสอบ Requirement ของแต่ละหลักสูตรอีกครั้ง
ข้อสอบ ESAT สอบอะไรบ้าง?
การสอบ ESAT (Engineering and Science Admissions Test) มีทั้งหมด 5 วิชา ได้แก่ Mathematics 1 / Mathematics 2 / Physics / Chemistry และ Biology เป็นข้อสอบรูปแบบ Multiple Choice โดยแต่ละวิชาใช้เวลาสอบ 40 นาที
ต้องสอบ ESAT ครบทั้ง 5 วิชาหรือไม่?
ตอบชัดๆ ตรงนี้ว่า ไม่จำเป็นต้องสอบครบทั้ง 5 วิชา
แต่! Mathematics 1 เป็นวิชาบังคับที่ผู้สมัครทุกคนต้องสอบ ส่วนวิชาอื่น ๆ จะขึ้นอยู่กับหลักสูตรและสาขาที่น้อง ๆ เลือกสมัคร ดังนั้น ก่อนลงทะเบียนสอบ น้องๆ ควรตรวจสอบ Admission Requirements ของแต่ละหลักสูตร ว่ากำหนดให้สอบ วิชาใดบ้าง
ตัวอย่างเช่น หากน้อง ๆ ต้องการสมัคร Mechanical Engineering ที่ Imperial College London หลักสูตรกำหนดให้สอบ Mathematics 1 + Mathematics 2 + Physics
ดังนั้น น้อง ๆ ก็ไม่จำเป็นต้องสอบ Chemistry หรือ Biology
**อ้างอิงข้อมูลจาก imperial.ac.uk
ESAT แตกต่างจากข้อสอบอื่นอย่างไร?
ESAT เน้นการวัดความสามารถด้าน Mathematics และ Science เป็นหลัก จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการสมัครหลักสูตรที่มีพื้นฐานทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์เข้มข้น หากเปรียบเทียบกับข้อสอบมาตรฐานอื่น ESAT จะมีลักษณะเฉพาะ เป็นวัดความสามารถตามสายวิชาที่น้อง ๆ จะเข้าไปศึกษาต่อโดยตรงนั่นเอง
ESAT สำคัญต่อการสมัคร Top University อย่างไร?
สำหรับมหาวิทยาลัยที่กำหนดให้ใช้ ESAT คะแนนสอบจะเป็นหนึ่งในข้อมูลที่นำมาพิจารณาร่วมกับองค์ประกอบอื่น
ตัวอย่างเช่น Imperial College London ระบุว่าจะพิจารณาคะแนน ESAT ร่วมกับข้อมูลอื่น ๆ ในใบสมัคร และใช้กระบวนการประเมินแบบองค์รวมในการคัดเลือกผู้สมัคร
“และสิ่งที่ควรรู้ก็คือ ESAT ไม่ใช่ข้อสอบที่มีคะแนนผ่านหรือไม่ผ่านแบบตายตัว และการได้คะแนนสูงไม่ได้หมายความว่าจะได้รับ Offer โดยอัตโนมัติ เพราะมหาวิทยาลัยยังพิจารณาองค์ประกอบอื่นของใบสมัครร่วมด้วย”
ESAT จัดสอบช่วงไหน?
ESAT จะมีการจัดสอบใน เดือนตุลาคมและเดือนมกราคมของทุกปี ซึ่งการจะเลือกสอบรอบไหนนั้น คณะและมหาวิทยาลัยจะมีการกำหนดไว้อย่างชัดเจน อย่างเช่น ผู้สมัคร University of Cambridge และ University of Oxford จะต้องสอบใน Autumn sitting (เดือนตุลาคม) ส่วนผู้สมัครบางประเภทอาจมีสิทธิ์สอบใน January sitting ตามเงื่อนไขของมหาวิทยาลัย
เกณฑ์คะแนน ESAT
ESAT ใช้ระบบคะแนนแบบ Scaled Score ตั้งแต่ 1.0–9.0 คะแนน โดยจะมีการแจ้งคะแนนแยกเป็นรายวิชา และข้อดีก็คือ การสอบ ESAT ไม่มีการหักคะแนนสำหรับคำตอบที่ผิด ดังนั้นพี่แนะนำให้น้อง ๆ ตอบให้ครบทุกข้อ เพื่อเพิ่มโอกาส
ควรสอบได้คะแนน ESAT เท่าไร?
ไม่มีคะแนนขั้นต่ำเดียวที่ใช้กับทุกมหาวิทยาลัยหรือทุกหลักสูตร และคะแนนก็ไม่ใช่ตัวการันตีว่าน้องจะได้รับ Offer เพราะคะแนนเป็นเพียงส่วนหนึ่งในการพิจารณารับเข้าศึกษาเท่านั้น
UAT-UK รายงานคะแนนบนสเกล 1.0–9.0 โดยระบบการปรับคะแนนในแต่ละปีจะคำนึงถึงความสามารถของผู้เข้าสอบในปีนั้น ๆ โดยมี Median อยู่ที่ 4.5 และ 90th percentile อยู่ที่ 7.0 ตามคำอธิบายระบบคะแนนของ UAT-UK
ขั้นตอนการสมัครสอบ ESAT
การสมัครสอบ ESAT ต้องทำการสมัครผ่านระบบ UAT-UK ส่วนการจองสนามสอบจะต้องทำผ่านระบบของ Pearson พี่ขอสรุปเป็น 6 ขั้นตอนตามนี้เลย
Step 1: ตรวจสอบก่อนว่าหลักสูตรต้องใช้ ESAT หรือไม่ ถ้าใช้ ก็ให้ดูว่าต้องใช้วิชาใดบ้าง โดยสามารถตรวจสอบได้จาก Course Requirements ของมหาวิทยาลัยและสาขาที่ต้องการสมัคร
Step 2: สร้าง UAT-UK Account โดยชื่อและข้อมูลส่วนตัวในระบบ จะต้องตรงกับเอกสารยืนยันตัวตนที่จะใช้ในวันสอบ
Step 3: เลือก ESAT และ Module (วิชา) ที่ต้องสอบ
Step 4: เข้าสู่ระบบ Pearson เพื่อเลือก Test Centre และรอบสอบ
Step 5: ชำระค่าธรรมเนียมเพื่อยืนยันการจองสอบ
Step 6: หลังจองสำเร็จ Pearson จะส่งรายละเอียดการสอบ รวมถึงวัน เวลา และสถานที่สอบมาให่ น้องๆ ต้องตรวจสอบรายละเอียดให้ครบถ้วนอีกครั้ง
ESAT สอบได้กี่รอบ?
สำหรับการสอบ ESAT สามารถสอบได้ เพียง 1 ครั้งต่อ 1 Admission Cycle โดยรอบ October และ January ถือเป็นส่วนหนึ่งของ Admission Cycle เดียวกันสำหรับ Entry 2027 แต่หากน้อง ๆ ไม่ได้มีความประสงค์ที่จะสมัคร Cambridge น้องก็จะสามารถเลือกได้ว่าจะสอบในรอบ October หรือ January โดยแนะนำให้พิจารณาจาก Deadline ของหลักสูตรและมหาวิทยาลัยที่สมัครเป็นหลัก
สำหรับน้อง ๆ ที่อยากยื่นสมัครของ Cambridge โดยทั่วไปจะต้องสอบใน October Sitting เนื่องจากกำหนดการสมัครของ Cambridge ใช้ October UCAS deadline
ศูนย์สอบ ESAT มีที่ไหนบ้าง?
ESAT เป็นการสอบแบบ Computer-based และจัดสอบผ่านเครือข่าย Pearson Professional Test Centres ซึ่งมีศูนย์สอบในหลายประเทศทั่วโลก โดย UAT-UK ระบุว่า Pearson มีเครือข่ายศูนย์สอบครอบคลุมมากกว่า 180 ประเทศ
แต่ พี่อยากบอกว่า หากน้องมีเป้าหมายที่ต้องเตรียม ESAT แล้ว ควรจองรอบสอบไว้แต่เนิ่นๆ เพราะ UAT-UK ระบุว่าการจองล่วงหน้าจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเลือกวัน เวลา และ Test Centre ที่ต้องการได้
เรียน ESAT 1 ON 1 ที่ Ignite A* ดียังไง?
เรียน ESAT 1 on 1 ที่ Ignite ออกแบบการเรียนให้เหมาะกับพื้นฐานและเป้าหมายของแต่ละคน พร้อมดูแลอย่างใกล้ชิดโดยทีมครูผู้เชี่ยวชาญ
เตรียมสอบ ESAT แบบตัวต่อตัวกับทีมครูผู้เชี่ยวชาญในแต่ละวิชา ทั้ง Math Biology Chemistry และ Physics พร้อมช่วยวางแผนการเรียนให้เหมาะกับพื้นฐานและเป้าหมายของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นการทบทวนเนื้อหา ฝึกทำโจทย์ หรือโฟกัสเฉพาะส่วนที่ยังไม่แม่น คุณครูจะช่วยวิเคราะห์จุดที่ควรพัฒนา พร้อมปรับเนื้อหาและระดับโจทย์ให้เหมาะกับผู้เรียน เพื่อให้เข้าใจเนื้อหา ฝึกฝนได้ตรงจุด และทำข้อสอบได้อย่างมั่นใจมากขึ้น เรียนตัวต่อตัวกับครูหรือรวมกลุ่มเล็ก ๆ มาเอง เลือกเวลาและรูปแบบการเรียนได้ทั้ง Online ผ่าน Zoom หรือที่สาขา MBK และ True digital Park



